vistramega we careขายบ้าน ซอยนวลจันทร์ขายคอนโดเมืองทองธานี
Burning Thailand
พฤษภาคม 21, 2012, 02:57:30 PM *
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ BurningThailand.com
 
   หน้าแรก   ค้นหา  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2012, 12:41:39 PM 
เริ่มโดย Ung++ - กระทู้ล่าสุด โดย m Nolimit Classic
สุดยอดจริงครับงานนี้

 2 
 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2012, 04:43:44 PM 
เริ่มโดย Ung++ - กระทู้ล่าสุด โดย Ung++
รวมพลคนรักษ์คนเดิม กรุงเทพมหานคร

Burning มาถึงบริเวณสถานที่จัดงานรวมพลคนรักษ์คนเดิม กรุงเทพมหานคร ราวๆ หนึ่งทุ่ม ปีนี้เรารวมพลกันบริเวณ ลานกีฬาใต้สะพานกรุงเทพ ฝั่งธนบุรี ถ.เจริญนคร งานเริ่มตั้งตอนเที่ยงของวันอาทิตย์ที่ 13/5/2555 แล้วล่ะค่ะ  งานนี้ไม่มีการเก็บเงินค่าเข้าชมงานเป็นการจัดนิทรรศการ สำหรับชาวคลาสิกสองล้อและผู้สนใจทั่วไป สามารถลงทะเบียนเพื่อรับที่ระลึก เช่น เสื้อ ฯลฯ ได้โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปทำบุญ ทีมงาน Burning ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่เดี่ยว, นิตยสารสยามคลาสสิคโซน และทีมงานผู้จัดงานในครั้งนี้ด้วยนะค่ะ ที่จัดงานดีๆ แบบนี้ให้ชาวกรุงเทพได้ชม

นำภาพสวยๆ มาฝากค่ะ





[/email]

Siam Classic Zone



ขอขอบคุณพี่เดี๋ยวไบฮีโร่ ที่ทำให้เราได้รู้จักงานดีๆ แบบนี้ค่ะ



//UNG BURNING..

 3 
 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2012, 02:05:36 AM 
เริ่มโดย AriyA - กระทู้ล่าสุด โดย AriyA
น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ ที่มีใช้กับรถยนต์ ในปัจจุบันนี้มีดังนี้ คือ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เมทานอล แก๊สแอลพีจี และเชื้อเพลิงอื่นๆ ต่อไปนี้เราจะอธิบายถึงเชื้อเพลิงที่มีความนิยมในการใช้สูงสุดสองแบบคือ: น้ำมันเบนซินและดีเซล
ข้อแนะนำ: น้ำมันเบนซินจะเสื่อมสภาพตามเวลาที่ผ่านไป



ข้อควรระวัง: น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่ระเหยกลายเป็นไอง่าย และกลายเป็นแก๊ส เมื่อสัมผัสกับอากาศ เพราะฉะนั้น มันจะจุดติดได้ง่าย เมื่อมีประกายไฟ ดังนั้น อาจเกิดอันตรายได้ จึงต้องมีการดูแลและการจัดเก็บที่ดี

เลขอ๊อกเทน (Octane number)
        ค่าตัวเลขที่แสดงเป็นร้อยละโดยมวลของไอโซออกเทนในของผสมระหว่างไอโซออกเทนและเฮปเทน ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ เลขออกเทนเป็นตัวเลขที่ใช้บอกคุณภาพของน้ำมันเบนซินในรถยนต์



น้ำมันเบนซิน ที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับไอโซออกเทนหมด เรียกน้ำมันเบนซินนั้นว่ามีเลขออกเทนเป็น 100
น้ำมันเบนซิน ที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับเฮปเทนหมด เรียกน้ำมันเบนซินนั้นว่ามีเลขออกเทนเป็น 0
น้ำมันเบนซิน ที่มีเลขออกเทน 70 คือ น้ำมันเบนซินที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงที่มีไอโซออกเทนร้อยละ 70 และเฮปเทนร้อยละ 30 โดยมวล อนึ่งน้ำมันเบนซินในปัจจุบันมักจะพบว่ามีเลขออกเทนต่ำ เพื่อปรับปรุงน้ำมันให้มีเลขออกเทนสูงขึ้นด้วยการเติมเตตระเอธิลเลด (CH3CH2)4 Pb ย่อว่า TEL ลงในน้ำมันเบนซิน ทำให้น้ำมันมีเลขออกเทนสูงขึ้น แต่ก็ก่อให้เกิดสาร Pb เป็นสารมลพิษ ค่าอ๊อกเทนนัมเบอร์เป็นวิธีการวัดคุณลักษณะของเชื้อเพลิงเบนซินวิธีหนึ่งที่จะให้ทราบการป้องกันการน๊อค น้ำมันเบนซินที่มีค่าอ๊อคเทนสูงจะมีผลทำให้เครื่องยนต์เกิดการเขก (น๊อค) ได้น้อยกว่าน้ำมันซึ่งมีค่าอ๊อคเทนต่ำกว่า เพื่อเพิ่มค่าอ๊อกเทนในน้ำมันเบนซิน น้ำมันเบนซินบางชนิดจึงมีสารตะกั่วประกอบอยู่ ในขณะที่น้ำมันชนิดอื่นจะไม่มีสารตะกั่วประกอบอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องยนต์บางรุ่นถูกออกแบบมาให้ใช้สารตะกั่ว แต่บางรุ่นไม่ใช้สารตะกั่วประกอบ ดังนั้น การใช้น้ำมันเบนซินควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์นั้นๆ



ข้อแนะนำ:
   เมื่อมีการน๊อคหรือการเขกของเครื่องยนต์จะมีเสียงผิดปกติที่ห้องเผาไหม้ในกระบอกสูบ จะมีเสียงกระแทกดังที่ผนังกระบอกสูบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้กำลังของเครื่องยนต์ลดลง

จาก http://kpstd.orgfree.com/basic/index.htm

 4 
 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2012, 01:19:24 AM 
เริ่มโดย AriyA - กระทู้ล่าสุด โดย AriyA


ประแจปากตาย
  การใช้ ใช้สำหรับขันในที่ที่ซึ่งประแจแหวนไม่สามารถเข้าไปขันหรือคลายโบลท์/นัตได้
1 ด้ามจับจะทำมุมกับปาก หมายความว่าให้หมุนประแจปากตายไปด้านบน มันจะสามารถหมุนได้ดีเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่จำกัด
2 เพื่อป้องกันชิ้นส่วนที่อยู่ตรงข้ามไม่ให้หมุนตาม เช่น เมื่อต้องการคลายท่อน้ำมันให้ใช้ประแจปากตาย 2 อัน
3 เพื่อช่วยในการคลายนัต ประแจไม่สามารถให้แรงบิดได้มาก ดังนั้นไม่ควรใช้ในการขันแน่นในครั้งสุดท้าย *

คำเตือน: ไม่ควรสวมท่อเข้ากับด้ามจับเพื่อเพิ่มแรงบิดให้มากขึ้น เพราะอาจจะทำความเสียหายให้กับโบลท์หรือประแจปากตาย
* การขันครั้งสุดท้าย: ขันครั้งสุดท้ายที่ตัวโบลท์/นัต




ประแจเลื่อน
  การใช้ ประแจชนิดนี้สามารถปรับให้พอดีกับขนาดของนัตและโบลท์ที่จะทำการขันหรือคลายได้
1 หมุนตัวปรับเพื่อปรับเปลี่ยนปากประแจเลื่อน สามารถนำไปใช้แทนประแจปากตายได้
2 ไม่เหมาะที่จะใช้แรงบิด/ขันมาก วิธีใช้ หมุนตัวปรับให้ปากพอดีกับหัวของโบลท์/นัต

คำเตือน: หันประแจที่มีปากที่ปรับได้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถขันขึ้นลงได้
ถ้าประแจไม่สามารถหมุนตามนี้ได้ ก็จะทำให้เกิดแรงกดดันที่ตัวปรับเปลี่ยนก่อให้เกิดความเสียหายตามมา



ประแจถอดหัวเทียน
       การใช้ เครื่องมือใช้เฉพาะถอดหรือเปลี่ยนหัวเทียน
1 มี 2 ขนาด ใหญ่และเล็ก ควรเลือกขนาดให้เหมาะสมกับหัวเทียน
2 ข้างในประแจจะมีแม่เหล็กเพื่อใช้ยึดกับตัวหัวเทียนให้อยู่คงที่ เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน
คำเตือน: แม่เหล็กจะป้องกันหัวเทียนหลุดออกมา แต่ก็ต้องระวังไม่ให้หัวเทียนหล่นออกมาเหมือนกัน
เพื่อให้แน่ใจว่าหัวเทียนได้ใส่เข้าไปอย่างถูกต้องแล้ว ให้หมุน 1 รอบด้วยมืออย่างระมัดระวัง
(อ้างอิง: ใช้ค่าแรงขัน 180~200 kg·cm)





ขอมูลดีๆจาก http://kpstd.orgfree.com/basic/05tools.html





 5 
 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2012, 01:09:12 AM 
เริ่มโดย AriyA - กระทู้ล่าสุด โดย AriyA
ข้อต่ออ่อน (ชุดประแจบล็อก)
    การใช้ ข้อต่อลูกบล็อกแบบนี้ สามารถเคลื่อนไหวไปข้างหน้า-ข้างหลัง ซ้ายหรือขวาได้และช่วงข้อของด้ามจับ
สามารถปรับเปลี่ยนมุมได้อย่างอิสระ ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานในพื้นที่ที่จำกัด
คำเตือน:
1 อย่าใช้ในลักษณะที่ด้ามจับเอียงมากๆ
2. อย่าใช้กับเครื่องมือลม เพราะข้อต่ออาจแยกออกจากกัน ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่สามารถรองรับแรงหมุนได้
และจะทำให้เกิดความเสียหายกับเครื่องมือ ชิ้นส่วนอะไหล่หรือรถได้



ด้ามต่อยาว (ชุดประแจบล็อก)
  การใช้ สามารถใช้ถอดและเปลี่ยนโบลท์/นัตในตำแหน่งที่ลึกสุด ไม่สามารถเอื้อมถึง ด้ามต่อยาว
สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มระยะให้กับเครื่องมือ เมื่อพื้นที่อยู่ติดหรือแบนราบมากๆ



ด้ามขัน (ชุดประแจบล็อก)
  การใช้ ด้ามจับชนิดนี้ใช้สำหรับขันและคลายโบลท์/นัตที่ต้องการใช้แรงขันมากๆ ปากบล็อกปรับมุมได้
เพื่อให้ข้อมุมของด้ามจับสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับประแจบล็อก ด้ามจับแบบสไลด์
ยอมให้ปรับเปลี่ยนความยาวของด้ามจับได้

ข้อควรระวัง: ขยับด้ามจับจนเข้าล็อคก่อนที่จะใช้ ถ้ามันไม่เข้าล็อค ด้ามจับอาจจะเลื่อนเข้าออกได้ในระหว่างที่ใช้
ซึ่งจะทำให้ช่างได้รับบาดเจ็บจากการเลื่อนไปมาได้



ด้ามขันแบบเลื่อน (ชุดประแจบล็อก)
  การใช้ ด้ามจับชนิดนี้สามารถใช้ได้ 2 อย่างโดยเลื่อนตำแหน่งของด้ามจับ
1. แบบ L: เพื่อเพิ่มแรงบิด
2. แบบ T: เพื่อเร่งความเร็วในการหมุน



ด้ามขันกรอกแกร็ก (ชุดประแจบล็อก)
  การใช้ ปรับตำแหน่งไปทางขวาเพื่อขันโบลท์/นัตให้แน่นและไปทางซ้ายเพื่อคลายโบลท์/นัตออก โบลท์/นัต
สามารถหมุนไปในทิศทางเดียว ประแจบล็อกสามารถขันล็อคได้โดยการหมุนขันในที่ที่จำกัดได้เพราะหมุนในองศาที่น้อย

คำเตือน: อย่าใช้ขันกับงานที่ต้องใช้แรงบิดขันมากๆ
เพราะอาจทำให้โครงสร้างภายในของกรอกแกร็กเสียหายได้ การคลาย การขันแน่น



ประแจแหวน
 การใช้ ใช้ในการเพิ่มแรงขันให้มากขึ้นเนื่องจากมันสามารถใช้แรงบิดได้มากกับโบลท์/นัต
1 เนื่องจากปากของประแจแหวนเป็นแบบ 12 เหลี่ยม ทำให้เข้ากับโบลท์/นัตได้ง่าย
มันสามารถปรับให้แน่นในพื้นที่ที่จำกัดได้
2 เนื่องจากพื้นผิวขอบของโบลท์/นัตเป็นแบบหกเหลี่ยม (Hexagonal) จึงไม่ทำความเสียหายให้กับมุมของโบลท์
และสามารถใช้แรงบิดมากๆ ได้
3 เนื่องจากด้ามมีข้อที่เป็นมุม มันสามารถนำไปใช้ขันโบลท์/นัตในพื้นที่ที่เป็นร่องหรือพื้นที่ที่แบนราบได้




 6 
 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2012, 01:02:01 AM 
เริ่มโดย AriyA - กระทู้ล่าสุด โดย AriyA
การซ่อมรถยนต์ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการวัดหลายชนิด เครื่องมือเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้โดยเฉพาะทาง
โดยจะมีความแม่นยำและปลอดภัย เมื่อใช้ในวิธีการที่ถูกต้อง



 หลักการพื้นฐานการใช้เครื่องมือและเครื่องมือวัด ศึกษาวิธใช้และหน้าที่ให้ถูกต้อง
- ศึกษาวิธีใช้และคุณสมบัติหน้าที่การใช้งานของเครื่องมือแต่ละชิ้น ถ้าใช้เครื่องมือผิดวัตถุประสงค์นอกเหนือ
จากที่ระบุไว้ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งเครื่องมือและชิ้นส่วนตลอดจนคุณภาพของงานอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้
- ศึกษาการใช้เครื่องมือให้ถูกกับงาน เครื่องมือและเครื่องมือวัดแต่ละชิ้นมีการอธิบายการใช้งานทุกขั้นตอน
จะต้องแน่ใจว่านำไปใช้อย่างถูกต้องและนำไปใช้ให้เหมาะสมกับงาน
- เลือกใช้ให้ถูกต้อง มีเครื่องมือหลายชิ้นสำหรับการคลายโบลท์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาด, ตำแหน่งและพื้นที่ต่างๆ
เครื่องมือของคุณจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับชิ้นส่วนและตำแหน่งของชิ้นงานที่จะนำออกมา
- จัดเก็บให้เป็นระเบียบ พยายามจัดเก็บให้เป็นระเบียบ เครื่องมือและเครื่องมือวัด ควรจัดวางให้อยู่ในตำแหน่ง
ที่สามารถหยิบใช้ได้ง่ายเมื่อต้องการและจัดวางในที่ที่เหมาะสมเมื่อใช้เสร็จแล้ว
- ดูแลเก็บรักษาเครื่องมืออย่างเคร่งครัด เครื่องมือควรจะทำความสะอาดและทาน้ำมันในส่วนที่จำเป็น
หลังจากที่นำไปใช้ซ่อมแซมทันทีที่เสีย เพื่อที่ว่าเครื่องมือจะได้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ


การเลือกเครื่องมือ เลือกใช้เครื่องมือ
- ตามชนิดของงาน การขัน/คลายโบลท์หรือนัตหรือปรับเปลี่ยนชิ้นส่วน โดยปกติจะใช้ชุดประแจบล็อกในการซ่อมแซมเปลี่ยนแปลง
ถ้าประแจบล็อกไม่สามารถนำไปใช้ในส่วนชิ้นงานนั้นได้ ก็ให้ใช้ประแจแหวนหรือประแจปากตาย
ชุดประแจบล็อก ประแจแหวน ประแจปากตาย



- เลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมกับงาน ประแจบล็อกใช้ในการขันโบลท์/นัต โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งอีก
สามารถใช้ขันโบลท์และนัตได้อย่างรวดเร็ว ประแจบล็อกสามารถนำไปใช้ได้หลายๆ วิธี
ขึ้นอยู่กับชนิดของด้ามจับว่าเหมาะสมหรือไม่

คำเตือน:
1. ประแจกรอกแกร็ก เหมาะกับการใช้ในพื้นที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ลักษณะของด้ามจับไม่เหมาะ
ที่จะนำไปใช้ขันแรงบิดที่สูง
2. ประแจด้ามตัวที ใช้สำหรับงานที่มีพื้นที่กว้างและเหมาะกับการใช้ความเร็วในการขัน
3. ด้ามขัน เหมาะกับงานที่ต้องขันอย่างเร็วและงานที่ต้องเปลี่ยนหรือปรับตำแหน่งด้ามขัน
อย่างไรก็ตาด้ามจับแบบนี้จะมีลักษณะยาวและยากต่อการใช้ในพื้นที่ที่แคบๆ



- การเลือกเครื่องมือด้วยการพิจารณาแรงบิดในการหมุน ถ้าต้องการขันด้วยแรงบิดที่สูงในการขันครั้งสุดท้าย
หรือคลายโบลท์/นัตที่แน่นมากๆ ในครั้งแรก ควรใช้ประแจด้ามที่สามารถใช้แรงมากๆได้

คำเตือน: การที่จะใช้แรงมาก/น้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับความยาวของด้ามประแจ ด้ามที่ยาวจะมีแรงบิดมาก ก็จะใช้แรงบังคับที่น้อย ถ้าด้ามยาวมากเกินความจำเป็น
ในการใช้ ก็มีอันตรายจากแรงบิดที่มากเกินไปเหมือนกันและโบลท์อาจจะขาดหรือเสียหายหรือรูดได้



ข้อควรระวังในการใช้
1. ขนาดและการนำไปใช้ ต้องแน่ใจว่าขนาดความกว้างของปากประแจได้ขนาดกับโบลท์/นัต
จะต้องให้ขนาดพอดีกับโบลท์/นัต
2 การขันต้องดึงเครื่องมือเข้าหาตัวเราทุกครั้ง
3 ถ้าเครื่องมือไม่สามารถดึงเข้าหาตัวได้เพราะว่าพื้นที่จำกัด ให้ผลักด้ามประแจด้วยฝ่ามือ
4 โบลท์/นัตที่ขันจนแน่นมากแล้ว สามารถคลายให้หลวมลงอย่างง่าย โดยการใช้แรง อย่างไรก็ตาม
ไม่ควรใช้ค้อนและสวมท่อเพื่อทำให้ด้ามยาวขึ้นในการเพิ่มแรงบิด
5 การใช้ประแจแรงบิด ในการขันให้แน่นครั้งสุดท้าย ควรจะใช้ประแจวัดแรงบิดเพื่อขันให้แน่นตามค่ามาตรฐาน
 
ชุดประแจบล็อก เครื่องมือนี้ใช้สำหรับขันโบลท์/นัตเข้าหรือคลายออก โดยมีขนาดของลูกบล็อกและด้ามจับที่แตกต่างกันไป
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน

การใช้ เครื่องมือนี้จะนำไปจับยึดบนโบลท์/นัต เพื่อที่จะขันหรือคลายออกด้วยชุดประแจบล็อก
1. ขนาดของลูกบล็อก มี 2 ขนาด: ใหญ่และเล็ก ชิ้นที่ใหญ่สามารถให้แรงบิดได้มากกว่าชิ้นเล็ก
2. ความลึกของลูกบล็อก มี 2 ชนิด: มาตรฐานและลึกพิเศษ ซึ่งจะลึกกว่ามาตรฐาน 2 หรือ 3 เท่า
ชนิดที่ลึกสามารถนำไปใช้กับโบลท์/นัตที่เป็นชนิดที่ใช้กับงานเฉพาะที่ไม่เหมาะกับขนาดลูกบล็อกที่เป็นขนาดมาตรฐาน
3. ปากลูกบล็อก มี 2 ชนิด: 6 เหลี่ยมและ 12 เหลี่ยม สำหรับแบบ 6 เหลี่ยม จะมีพื้นที่ผิวที่ใหญ่
พอที่จะสัมผัสกับโบลท์/นัต ทำให้ยากที่จะทำความเสียหายให้กับโบลท์/นัตได



ตัวต่อลูกบล็อก (ชุดประแจบล็อก)
  การใช้ ใช้ตัวเชื่อมต่อเพื่อเปลี่ยนขนาดของตัวต่อลูกบล็อก
คำเตือน: เมื่อต้องใช้แรงขันสูงๆ ในการขันไม่ควรที่จะใช้
ลูกบล็อกขนาดเล็กขัน เพราะมันจะมีข้อจำกัดของแรงที่จะใช้ในการขัน และอาจทำให้ลูกบล็อกเกิดความเสียหาย
1 ตัวต่อลูกบล็อก (ใหญ่ไปเล็ก)
2 ตัวต่อลูกบล็อก (เล็กไปใหญ่)
3 ลูกบล็อกขนาดเล็ก
4 ลูกบล็อกขนาดใหญ




 7 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2012, 11:26:13 AM 
เริ่มโดย AriyA - กระทู้ล่าสุด โดย AriyA
ลมยางน้ำหนักรถจักรยานต์ยนต์ และความเร็วของรถจักรยานยนต์ล้วนมีผลต่อการเกิดความร้อนภายในยาง เพิ่มความปลอดภัยด้วยการหมั่นตรวจเช็ค และใช้งานในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ



เห็นผิดปกติ รีบคิดซ่อมแซม
หากยางรถจักรยานยนต์มีลมรั่วซึมผิดปกติ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดควรรีบตรวจสอบและทำการซ่อมแซม อุดรอยรั่ว หรือเปลี่ยนใหม่ทันทีหากไม่ปลอดภัย

ดูแลให้ดี หลีกหนีความเสี่ยง
ความร้อนภายในยาจากการเสียดสีอย่างรุนแรง และจากการยืดและกดสลับกันไปมาของแก้มยาง โดยเฉพาะในยางอ่อนอาจทำให้ยางระเบิดเป็นอันตรายได้

เพิ่มลมอีกนิด ถ้าคิดขับไกล
เมื่อต้องขับรถทางไกลเป็นเวลานาน หรือใช้ความเร็วสูง เพิ่มลมยางขึ้นอีก 3-4 ปอนด์ / ตร.นิ้ว ความร้อนภายในยางจะลดลง ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น



ยางใหม่ ให้เช็คบ่อยๆ
ยางใหม่ในช่วงแรกๆ จะมีการขยายตัวของโครงยาง ทำให้ความดันลมยางลดลงกว่าปกติ จึงควรหมั่นตรวจเช็คลมยางให้บ่อยๆ ครั้งขึ้น เพื่อความปลอดภัย

หมั่นเช็คลมยาง สร้างนิสัย
ตรวจเช็คและปรับแต่งลมยางให้ถูกต้อง ขณะที่ยางยังเย็นอยู่ ตามคำแนะนำในคู่มือประจำรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง

ถ้าอยากรู้ลองถามดู
หากมีการใช้งานนอกเหนือภาวะปกติ จะเติมลมยางแค่ไหน ลองปรึกษาขอคำแนะนำจากร้านซ่อมศูนย์บริการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทผู้ผลิตยาง

อย่าตื่นตกใจเมื่อลมยางสูงขึ้น
ห้ามปล่อยลมยางออก เมื่อความดันลมยางขึ้นสูเนื่องจาก ความร้อนจากการใช้งานเพราะเมื่อยางเย็นตัวลง ลมยางจะกลับสู่สภาวะปกติ



หากไม่รู้ดูจากคู่มือ
เติมลมยางเท่าไหร่ดีล่ะ จึงจะเหมาะสมสำหรับการใช้งานปกติ ความดันลมยางที่เหมาะสม จะระบุอยู่ในคู่มือประจำรถหรือถุงบรรจุผลิตภัณฑ์ยางใน

ยางมากไป อาจไม่ปลอดภัย
ลมยางมากเกินไป พื้นที่สัมผัสกับผิวถนนจะลดลง รถอาจลื่นไถลได้ง่าย อายุยางก็ลดลง และยางจะยืดหยุ่นตัวได้น้อย อาจจะระเบิดได้ง่ายเมื่อถูกตำทะลุหรือกระแทกแรงๆ



ลมยางน้อยไป ไม่ใช่เรื่องดี
ลมยางน้อยเกินไป ทำให้ยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ และอาจจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานของยางลดลง และทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย
ลมยางพอเหมาะเพิ่มความปลอดภัยและประหยัด

ลมยางนับเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการขับขี่บนท้องถนน ความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถช่วยลดอุบัติเหตุ และประหยัดน้ำมัน



ข้อมูลจาก http://www.motorbike.in.th/article.php/How-to-fix-motorcycle-tires

 8 
 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 01:52:58 AM 
เริ่มโดย Ung++ - กระทู้ล่าสุด โดย Ung++
หน้าที่ของน้ำมันเครื่องยนต์

1. หน้าที่ในการหล่อลื่น

หน้าที่นี้คือหน้าที่หลักเลยคือ น้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์มเคลือบอยู่ที่ผิวโลหะเพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง



2. หน้าที่ในการระบายความร้อน

ในช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณ รอบๆ ฝาสูบ รอบๆ กระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอาความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง



3. หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน

การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกันการเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้



4. หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด

น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายในกระบอกสูบ ที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์



5 หน้าที่ในการทำความสะอาด

การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้



คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องที่ดี
ต้องมีความลื่นดีและเคลือบผิวติดทนทาน ระบายความร้อนได้ดี เป็นต้น น้ำมันเครื่องจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับสารเพิ่มคุณภาพที่เติมลงไปมากหรือน้อยตัว และเรียงลำดับความสำคัญของการใช้งาน ซึ่งจะแบ่งชั้นของน้ำมันเครื่องดังนี้

1. น้ำมันเครื่องพื้นฐานแบบธรรมดา คือน้ำมันเครื่องที่ไม่ได้เติมสารเพิ่มคุณภาพใด ๆ ลงไปเลย หรือเติมน้อยมากส่วนมากจะเพิ่มค่าความหนืดให้สูงขึ้นคือน้ำมันเกรดรวม น้ำมันเครื่องชนิดนี้ถูกมากมีขายในท้องตลาดทั่วไปบางยี่ห้อจะบรรจุข้างกระป๋องว่า น้ำมันเครื่องพื้นฐานมีหลักสังเกตว่ามีอายุการใช้งานน้อยสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ เมื่อใช้งานระยะทาง 1000 กม. ต้องรีบเปลี่ยนถ่ายทันทีมิฉะนั้นลูกสูบเครื่องยนต์จะหลวมง่าย



2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์หรือที่เรียกว่าน้ำมันเครื่องเทคโนโลยีสังเคราะห์ คือน้ำมันชนิดเดียวกัน น้ำมันชนิดนี้จะเติมสารจำพวกลดการสึกหรอ ป้องกันการกัดกร่อน ป้องกันการรวมตัวกับออกซิเจน เพิ่มค่าความหนืดให้สูงขึ้น เป็นต้น มีส่วนผสมสารเพิ่มคุณภาพปานกลางราคาค่อนข้างสูง อายุการใช้งานนานกว่าชนิดแรกถึง 2 เท่า



3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ คือน้ำมันเครื่องที่เติมสารเพิ่มคุณภาพทุกตัวลงไปในน้ำมัน ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานหนักและเหมาะกับผู้ที่ลืมเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ น้ำมันชนิดนี้ราคาแพงที่สุดอายุการใช้งานนานที่สุดประมาณ 3 เท่าของน้ำมันเครื่องพื้นฐานแบบธรรมดา



ข้อแนะนำในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ขึ้นอยู่กับสภาพเครื่องยนต์และระยะทางการใช้งาน ซึ่งควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องยนต์นั้น ๆ ที่ได้กำหนดไว้ ก่อนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแต่ละครั้งควรตรวจสอบว่าน้ำมันเครื่องที่ซื้อมาถูกต้องหรือไม่ปริมาณการเติมน้ำมันเครื่องควรพอดีตามคู่มือรถบอกไว้ ไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป ถ้ามากหรือน้อยเกินไปอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ ภาชนะที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องต้องสะอาดอยู่เสมอ บันทึกรายละเอียดทุกครั้งในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเพื่อป้องกันลืมเปลี่ยนถ่าย เช่น
1,000 กม. สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง 1 ครั้ง
12,000 กม.สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะ ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง 1 ครั้ง



ขอบคุณ : ข้อมูลจาก smdmotortrat.com
              http://www.motorcyc.in.th/motorcycle-4416 

 9 
 เมื่อ: เมษายน 29, 2012, 01:35:19 AM 
เริ่มโดย Ung++ - กระทู้ล่าสุด โดย Ung++
ขี่มอเตอร์ครอสพลาดหัวน็อคพื้นแต่รอด

เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศเผยแพร่ คลิปวีดีโอหวาดเสียวของนักซิ่งมอเตอร์ครอสหญิงชาวออสเตรเลีย ที่ขี่มอเตอร์ครอส ก่อนลงผิดท่า เอาล้อหน้าลง ทำให้ศีรษะที่สวมหมวกกันน็อคอยู่กระแทกพื้น เสียงดังสนั่น
            โดยนักซิ่งหญิงคนนี้ ชื่อว่า เอมมา แมคเฟอร์แรน อายุ 23 ปี เธอได้เข้าร่วมการแข่งขันออสเตรเลียน ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพส์ ในเมืองดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย แต่ในระหว่างการแข่งนั้น เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเธอได้ขี่มอเตอร์ครอสโชว์ลีลาทะยานสู่เวหา ก่อนจะลงมาผิดท่าเอาล้อหน้าลง ทำให้เสียหลัก ศีรษะที่สวมหมวกกันน็อคอยู่กระแทกพื้นดังสนั่น สร้างความตกใจแก่ผู้ชมจำนวนมาก
            ต่อมา เจ้าหน้าที่รถพยาบาลได้นำตัวเอมมาส่งโรงพยาบาล แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ เอมมา ได้รับบาดเจ็บแค่ข้อมือหักข้างหนึ่ง ซี่โครงหักเล็กน้อยและมีแผลที่ปอดเล็ก ๆ และยังนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 5 วัน แม้กระทั่งตัวเธอเองยังคิดในใจว่า ตัวเองคงไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกแล้วหลังจากประสบอุบัติเหตุ คิดว่าตัวเองคงบาดเจ็บสาหัสมาก บางทีอาจถึงตายก็ได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เธอกลัวแต่อย่างใด เพราะเธอบอกว่าจะกลับซิ่งมอเตอร์ครอสท้าเวหาอีกครั้ง



ขอขอบคุณข้อมูลเรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com โพสต์โดย john shaw

 10 
 เมื่อ: เมษายน 15, 2012, 03:10:08 PM 
เริ่มโดย AriyA - กระทู้ล่าสุด โดย AriyA
เรามารู้จักกับคาร์บูเรเตอร์กันดีกว่าครับผม กระทู้นี้ ข้อมูลเชิงเทคนิค และ รายละเอียดอื่นๆที่ซับซ้อน อาจถูกตัดออกไปบ้าง เพื่อให้ คนที่ยังไม่รู้จักได้เข้าใจมากขึ้นนะครับขออภัยท่านผู้รู้ท่านอื่น หากข้อมูลผิดพลาดด้วยนะครับ

ปล.สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามมีการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้า แต่ยินดีหากจะนำไปเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมหาชน และกรุณาติดต่อผมด้วยนะครับ



คาร์บูเรเตอร์ ไอ้เจ้าสิ่งๆนี้ มันมีหน้าที่ เปรียบเสมือนห้องครัวเข้าเครื่องยนต์ คอยผสมอากาศให้เข้ากับน้ำมันตามสักส่วนที่เราตั้งไว้อย่างเหมาะสมกับเครื่องยนต์ หน้าตาของมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ




คาร์บูเรเตอร์ ที่มักพอเห็นโดยทั่วไปมี 2 แบบ
1.แบบลูกสูบ ใช้ลูกสูบ หรือ ลูกชัก เป็นตัวเปิด – ปิดให้ อากาศเข้าไปผสมกับน้ำมันและเข้าสูเครื่องยนต์ พบเห็นง่ายตามรถมอไซค์ทั่วไป
2.แบบลิ้นปีกผีเสื้อ ก็ใช้ ลิ้นปีกผีเสื้อ เป็นตัวเปิด-ปิด แทนลูกสูบ มักจะพบเห็นในเครื่องตัดหญ้า น่ะครับ

คาร์บู ที่เราเอามาให้ดูกันวันนี้เป็นแบบลูกสูบ มาจาก Honda Beat ยี่ห้อ Keihin ครับ




คราวนี้เรามาศึกษาส่วนประกอบของคาร์บูกันนะครับ เมื่อแกะเปิดฝาข้างบนออกมาจะพบสปริง 1 ตัว สปริงตัวนี้ทำหน้าที่ดันลูกเร่งให้เด้งกลับ เมื่อเราปล่อยคันเร่งครับ



เมื่อดึงสปริงออกแล้วเราก็จะพบลูกเร่ง



ลูกเร่งและเข็มเร่ง มีหน้าที่ ควบคุมปริมาณน้ำมันในเวลาที่เราบิดคันเร่ง นะครับ บิดมากเข็มเปิดมา บิดน้อยเข็มเปิดน้อย




ตัวเข่มเร่งนี้มันจะไปอุดรูนมหนูน้ำมันไว้ พอเวลาเราบิดคันเร่งมันก็ไปกระทำกับตัวนี้หละครับ

นมหนูน้ำมันคือคัว สูงๆ นมหนูเดินเบา คือคัวเตี้ยๆนั่นแหละครับ



หน้าที่ของนมหนูน้ำมัน คือเป็นตัวควบคุมปริมาณน้ำมันให้เข้าน้อย - มาก ตามขนาดของรู และเบอร์

และหน้าที่ของนมหนูเดินเบา คือควบคุมปริมาณน้ำมันในรอบเดินเบาครับ

เทคนิคเล็กน้อย : ถ้าอยากแรงนิดๆไม่ต้องหานมหนูมาเปลี่ยน เอาใบเลื่อยเหลาปลายแหลมๆ แล้วไชเข้าไปในรูนี้เบาๆ แล้วลองขับดู พอเมื่อไหร่ก็โอเค ทำรถต้องใช้ความรู้สึก มากกว่า สูตรตายตัวครับ

ซ้าย--นมหนูน้ำมัน
ขวา--นมหนูเดินเบา



จากรูปนี้จะแสดงให้เห็นถึง การที่เราบิดคันเร่ง แล้วลูกเร่ง กับเข็มเร่งเปิด เพื่อให้อากาศ กับน้ำมันเข้าเครื่องนะครับ



คราวนี้เรามาไขน๊อตเปิดส่วนล่างของมันดีกว่า

ส่วนนี้เรียกว่าถ้วยลูกลอย เปรียบเสมือนถังน้ำมัน ถังเล็กๆก่อนที่จะส่งไปผสมกับอากาศครับ



เปิดออกมาเราจะเห็นเป็นแบบนี้



และส่วนนี้เราเรียกว่าลูกลอย มีหน้าที่เหมือนลูกลอยในชักโครก เมื่อน้ำมันเต็มถัง ก็จะดันลูกลอยไปปิดวาวล์น้ำมัน ไม่ให้ล้นถังครับ



วิธีเช็คระดับลูกลอย เราลองเอาสายน้ำมันเสียที่รูน้ำมัน แล้วเป่าดูนะครับ ถ้าเอามือดันลูกลอย เมื่อ ถึง 180 องศา หรือขนานกับพื้นแล้ว เราเป่าลมเข้าไม่ได้ก็ถือเป็นอันใช้ได้
รถใครที่มีปัญหาคาร์บูน้ำมันท่วม ลองเช็คปัญหาด้วยวิธีนี้ดูครับ




ส่วนวิธีแก้ไขให้ใช้ไขควงปากแบนดันแป้นยึดลูกลอย(ในวงกลมสีแดง)แล้วลองเป่าตังระดับดูครับ

งัดขี้นเล็กน้อยปิดเร็ว
งัดมากปิดช้าครับ

ชิ้นส่วนที่ลักษณะเหมือนดินสอ มีหน้าที่เปิดปิดรูน้ำมันลงถ้วยลูกลอยครับ ตามการลอยขึ้นลงของลูกลอย มันจะเอาส่วนแหลมๆไปอุดรูไว้นั่นเอง



เมื่อเราถอดออกมาแล้ว ก็ควรใช้ลวดแยงเข้าไปในรูต่างๆ เพื่อทำความสะอาดคราบน้ำมันที่แห้งเกาะ แล้วเอาแปรงสีฟันทำความสะอาดซอกเล็กซอกน้อยด้วยนะครับ

อันนี้คือรูน้ำมัน ที่มีเข็มเร่งเป็นตัวควบคุมครับ



สิ่งที่เห็นในวงกลมสีแดงคือ
รูสำหรับใส่ลูกโช๊คน้ำมัน ใช้สำสรับควบคุมอากาศและน้ำมันเวลาเครื่องติดยาก

สิ่งที่เห็นในวงกลมสีฟ้าคือ
รูน้ำมันออโต้ลูป ใช้ผสมน้ำมันหล่อลื่น กับ น้ำมันเชื้อเพลิงก่อนเข้าห้องเผาไหม้ครับ

และสิ่งที่เห็นในวงกลมสีชมพูคือ
รูน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จะถูกนำไปเก็บไว้ในถ้วยลูกลอย และนำมาผสมกับอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้อีกที



วันนี้ ต้องขอจบเรื่องคาร์บูเรเตอร์ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เดี๋ยวจะมาต่อภาค 2 นะครับ
ขออภัยทุกท่านวันนี้ขลุกขลักนิดหน่อย ทำให้กระทูดูงงๆ เดี๋ยวต้องรีบไปธุระด้วย

ขอภัยอย่างสูงคร้าบบบ

สุดท้ายขอขอบคุณเจ้าคันนี้ ที่เอื้อเฟื้อคาร์บูเรเตอร์ เพื่อเป็นข้อมูลครับ



ที่มาความรู้ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=ltk555&date=27-11-2005&group=2&gblog=4

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!